Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages

อร่อยได้ถ้าแน่พอ! เมื่อสตาร์ทอัปคิดค้น “กาแฟไร้เมล็ด”

30 Jun 2020

ขึ้นชื่อว่ากาแฟ ใครๆ ก็คงต้องคิดถึงภาพการคั่วเมล็ดกาแฟกรุ่นๆ ก่อนนำมาเข้าเครื่องบด ผ่านความร้อนเข้าสู่การชงให้กลายเป็นกาแฟทีเรากินกัน แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามทำกาแฟแบบ “ไม่มีเมล็ด” ขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ว่าการปลูกกาแฟใช้พลังงานและพื้นที่มากไป 

แม้จะดูเป็นไปไม่ได้แต่ทว่ามันกลับเกิดขึ้นแล้ว และรสชาติของกาแฟนั้นก็ดีกว่าที่หลายๆ คนคาดด้วย มาเจาะลึกกาแฟแบบไม่ใช้เมล็ดในบทความนี้กันเลย

เบื้องหลังแนวคิด “ไม่ใช้เมล็ดกาแฟ”

Atomo Coffee คือสตาร์ทอัปที่โด่งดังขึ้นมาด้วยการกระดมทุนเพื่อผลิตกาแฟแบบ “ไม่ใช้เมล็ด” ด้วยฝีมือของเหล่านักวิทยาศาสตร์อาหารโดยมีผู้นำคือ Jarret Stopforth และ Andy Kleithsch ที่เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเราลองใช้ผลิตกาแฟที่ไม่ใช้เมล็ดกาแฟ ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร

ทีมงานเลยมีการทดลองโดยเป็นการใช้วิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse-Engineering) เพื่อนำสารต่างๆ ที่อยู่ในกาแฟออกมาวิเคราะห์ และทำการทดสอบว่าสารตัวไหนให้รสชาติอย่างไร รสชาติเหมือนกับแหล่งผลิตกาแฟแบบไหน (กาแฟมักมีการแบ่งรสชาติตามวิธีคั่วและพื้นที่เพาะปลูก) ก่อนทำการนำสารต่างๆ ที่สามารถพบเจอในกาแฟ (และสามารถพบได้จากแหล่งอื่นๆ) มาผสมรวมกัน 

มันก่อให้เกิดกาแฟแบบใหม่ทีไม่ได้ใช้เมล็ดกาแฟ ซึ่งถูกเรียกว่า Molecular Coffee หรือกาแฟโมเลกุล ที่เหมือนกาแฟจริงที่ใช้เมล็ดทำแบบแทบแยกไม่ออก

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่เกิดจากเรื่องนี้คือเราไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเพื่อการปลูกกาแฟอีกแล้ว เพียงแค่คุณมีความสามารถมากพอคุณก็สามารถผลิตกาแฟรสชาติทัดเทียมกับกาแฟชั้นเลิศได้ 

ซึ่งข่าวของการไม่ใช้เมล็ดกาแฟนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเด็นของการกินแล้วอร่อยเท่านั้น มันยังส่งผลกระทบต่อวงการสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนด้วย

น้ำหนักของสิ่งแวดล้อมต่อกาแฟ 1 แก้วในมือ

ทำไมข่าวของการ “ไม่ใช้เมล็ดกาแฟ” จึงสำคัญนัก ?

ในวงการของการดื่มกาแฟสิ่งที่เรามักเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมักอยู่ที่ภาชนะ เช่นการเปลี่ยนแก้ว หลอด ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะทุกคนยังยึดติดอยู่กับว่าวัตถุดิบไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ 

เรื่องดังกล่าวทำให้หลายคนมองข้ามผลกระทบจากการปลูกกาแฟไป แม้เดิมทีกาแฟจะใช้การปลูกแซมพืชชนิดอื่นๆ ภายในป่า และปล่อยให้ธรรมชาติดูแล แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าประกอบกับความต้องการกาแฟที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการปรับปรุงพันธ์ุกาแฟให้ทนต่อสภาพอากาศ สามารถเติบโตได้ดีในที่โล่งกว้าง หลังจากนั้นมหกรรมการ “โค่นป่า ปลูกกาแฟ” ก็เริ่มต้นขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ป่ายั่งยืนหายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งในไทยและต่างประเทศ

แน่นอนว่ายังมีหลายที่ที่ยังมีการปลูกกาแฟแซมป่าแบบเดิม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีพื้นที่สีเขียวที่แท้จริงลดลงไปจำนวนมากและแทนที่ด้วยไร่ของผู้คน

นั่นยังไม่นับรวมปริมาณการใช้น้ำ สารเคมี ในการบำรุงรักษากาแฟ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เราต้องหวนย้อนกลับมาคิดว่าสรุปแล้ว กาแฟหนึ่งแก้วในมือของเรานั้นต้องแลกไปด้วยอะไรบ้าง

จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ไม่มีกาแฟแล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแต่อย่างใด ในช่วงปี  2016 ทางสถาบันภูมิอากาศของออสเตรเลีย (The Climate Institute of Australia) เคยออกมาระบุว่า หากภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ ช่วงปี  2050 พื้นที่ปลูกกาแฟภายในโลกจะเริ่มได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อการผลิตและการเติบโตของกาแฟ และหากไม่มีการแก้ไขอีก โอกาสที่กาแฟจะสูญพันธุ์ไปเลยหลังจากนั้นก็มีเช่นกัน 

แม้ว่าทางสถาบันภูมิอากาศออสเตรเลียจะคาดเดาไว้ว่าจะเกิดผลกระทบช่วงปี 2050 แต่ถ้าพฤติกรรมมนุษย์ยังแย่ลงเรื่อยๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะกินกาแฟเทียมหรือกาแฟแท้ เพราะต้นกาแฟอาจจากพวกเราไปเร็วกว่าที่คิด

กาแฟที่ไม่ใช้เมล็ดจึงอาจกลายเป็น “อนาคต” เฉกเช่นเดียวกับอาหารเทียมอื่นๆ เมื่อวันที่เราจำเป็นต้องลดการผลิตอาหารจริง และให้ความสำคัญกับอาหารสังเคราะห์หรืออาหารเทียม เพื่อความอยู่รอดด้านอื่นของมนุษยชาติ แม้จะดูเป็นไปไม่ได้ ทว่าเรื่องราวเหล่านั้นก็เหมือนกับกาแฟของ Atomo Coffee ที่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งโลกจะสามารถผลิตกาแฟแบบไม่ใช้เมล็ดได้จริงๆ 

  • SUBSCRIBE TO BE
    THE FIRST INNOVATOR.

logo
ยานยนต์ไฟฟ้า

อนาคตยานยนต์ไฟฟ้า

ในการขับเคลื่อนสังคมไทย

ยานยนต์ไฟฟ้า
ยานยนต์ไฟฟ้า

PTT ExpresSo
ขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจ

ท่านสามารถ ดาวน์โหลด eBook
"อนาคตยานยนต์ไฟฟ้า ในการขับเคลื่อนสังคมไทย"
ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง